ตะกร้าสินค้า

0 ฿ (0 รายการ)
Planforkids.com 5 แนวทางในการอ่านหนังสือวิทยาศาสตร์กับลูกรัก
จิ๊กซอว์
ชุดนิทานกุ๋งกิ๋ง
ชุดนิทานไดโนน้อย
ชุดนิทานตุ๊บปอง
ชุดนิทานที่แนะนำโดยนายแพทย์ประเสริฐ
ชุดนิทานในหลวง รัชกาลที่ ๙
ชุดนิทานป๋องแป๋ง
นิทาน/หนังสือเด็ก
นิทานพร้อมกิจกรรมเสริมทักษะ
บัตรภาพ/Flash Cards
แบบฝึกเสริมทักษะ
สื่อเสริมพัฒนาการ
เสริมทักษะภาษาอังกฤษ
หนังสือ 2 ภาษา จีน-ไทย
หนังสือ 2 ภาษา ไทย-อังกฤษ
หนังสือ 2 ภาษา อังกฤษ-ไทย
หนังสือ 3 ภาษา ไทย-จีน-อังกฤษ
หนังสือการ์ตูน/วรรณกรรม
หนังสือกิจกรรม/ศิลปะ/ระบายสี
หนังสือคู่มือและความรู้ทั่วไป
หนังสือนิทาน-เพลง-CD/DVD
หนังสือบอร์ดบุ๊ค
หนังสือลอยน้ำ/หนังสือผ้า
หนังสือเล่มใหญ่ Big Book
หนังสือสารคดี/เสริมความรู้


วันที่ : 26/08/2015   อ่าน : 1818

5 แนวทางในการอ่านหนังสือวิทยาศาสตร์กับลูกรัก

 
 
5 แนวทางในการอ่านหนังสือวิทยาศาสตร์กับลูกรัก
 
นิทานคือโลกของภาษาภาพและอักษรที่ปรากฏอยู่บนหนังสือก็คือโลกของภาษาเช่นกันการพาลูกน้อยท่องไปในโลกของภาษาอันอบอุ่นนั้นเป็นตัวสร้างความผูกพันระหว่างพ่อแม่และลูกได้เป็นอย่างดีแต่ทั้งนี้หนังสือสำหรับเด็กไม่ได้มีแค่นิทานเพียงอย่างเดียวยังรวมไปถึงหนังสือวิทยาศาสตร์ และหนังสือความรู้อื่น ๆ ด้วยซึ่งหนังสือเหล่านี้มีพ่อแม่จำนวนไม่น้อยมองว่า เป็นหนังสือที่น่าเบื่อมีแต่เรื่องเครียด ๆ หรือบางท่านนำมาใช้กับลูกไม่ถูกต้อง

ดังนั้น เพื่อสร้างความเข้าใจและใช้หนังสือวิทยาศาสตร์กับลูกอย่างได้ผล คุณเรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป กรรมการผู้จัดการมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก และนักวิจัยด้านศึกษาและพัฒนาการศึกษาเด็กปฐมวัย บอกว่า หนังสือวิทยาศาสตร์หรือหนังสือความรู้สำหรับเด็กอยู่บนพื้นฐานเดียวกับหนังสือนิทานถึงแม้จะเน้นการนำเสนอความจริงที่ไม่ใช่แฟนตาซีแต่พ่อแม่สามารถทำให้เป็นเรื่องสนุกได้จึงไม่ควรกังวลหากจะหยิบหนังสือประเภทนี้มาอ่านให้ลูกฟัง

"หนังสือวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่จะนำเสนอผ่านการทดลอง ซึ่งการทดลองบางอย่างเด็กในแต่ละวัยมีความเข้าใจแตกต่างกัน ควรเลือกให้เหมาะสมด้วย เช่นหากมีการพูดถึงน้ำแข็ง ถ้าลูกไม่เห็นภาพ อาจทำการทดลองสนุก ๆกับลูกที่บ้านก็ได้โดยน้ำธรรมดาไปใส่ไว้ในช่องเย็นเพื่อให้ลูกเห็นการเปลี่ยนแปลงของน้ำอย่างชัดเจน" คุณเรืองศักดิ์กล่าว

อย่างไรก็ดี การอ่านหนังสือวิทยาศาสตร์กับลูก สิ่งที่พ่อแม่ควรระวังคือไม่ควรเน้นที่การสั่งสอนให้ความรู้หรือเตรียมพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์แบบหวังผลทันทีทันควันหรือนึกถึงแต่ประโยชน์ของหนังสือเพียงด้านเดียวแต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับหนังสือวิทยาศาสตร์และหนังสือความรู้สำหรับเด็กคือ ความสนุก แรงจูงใจที่มีต่อเด็กและแรงกระตุ้นที่ทำให้เด็กเกิดความอยากรู้อยากเห็น

"เด็กบางคนอาจไม่เข้าใจในทุก ๆ เรื่องที่พ่อแม่อยากให้รู้ คุณพ่อคุณแม่ควรเคารพในสิ่งที่ลูกเป็น ไม่ควรยัดเยียดความรู้ให้ลูกมากเกินไปเพราะจะทำให้เด็กกดดัน และเครียดได้ ทางที่ดีขณะนั่งอ่านหนังสือวิทยาศาสตร์หรือหนังสือความรู้ ควรดูจริตของลูกไปด้วยหากลูกไม่เข้าใจพยายามยกตัวอย่างจากเรื่องใกล้ตัวโดยทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย" คุณเรืองศักดิ์ให้แนวทาง

ทิ้งท้ายนี้ คุณเรืองศักดิ์มีเทคนิค "5 เตรียม" ฝากไว้เป็นแนวทางในการอ่านหนังสือวิทยาศาสตร์และหนังสือเล่มอื่น ๆ กับลูกที่บ้าน ดังนี้

1. เตรียมอารมณ์ก่อนหยิบจับหนังสือขึ้นมาอ่านกับลูก อารมณ์แห่งความสุขและสนุกคือสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรจะมีเพราะถ้าอารมณ์ดีย่อมส่งผลให้เรื่องที่อ่าน สนุก และไม่น่าเบื่อ
2. เตรียมเวลาการอ่านหนังสือความรู้ทั้งหลาย เช่น หนังสือวิทยาศาสตร์คุณพ่อคุณแม่ควรมีเวลาเล่น และสนุกกับเนื้อหาในหนังสือโดยให้ลูกมีส่วนร่วมในการคิด และแสดงความคิดเห็นหรือบางเรื่องอาจมีการทดลองเพื่อให้เห็นภาพ ดังนั้นเวลาจึงเป็นสิ่งสำคัญ
3. เตรียมความรู้การที่คุณพ่อคุณแม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องในหนังสือเล่มนั้น ๆจะเป็นช่องทางต่อยอดความรู้ให้กับลูกได้มาก แต่ถ้าหากไม่มีความรู้เลยการอ่านจะเป็นเพียงแค่การอ่านให้ฟังอย่างเดียวขาดการต่อยอดให้ลูกเห็นภาพในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น ๆได้อย่างแจ่มชัด
4. เตรียมเสียงการอ่านหนังสือสำหรับเด็ก ควรใช้น้ำเสียงสูงต่ำชวนสนุก และน่าติดตาม แต่ไม่ควรใช้เสียงที่โอเวอร์จนเกินไป
5. เตรียมท่าทางท่าทางประกอบการเล่าสำคัญมาก คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้ตา สีหน้าหรือมือประกอบการเล่าไปด้วยก็ได้ เช่น หากในเรื่องมีการพูดถึงแสงและเงาคุณอาจชวนให้ลูกสนุกกับเงาโดยใช้มือสร้างเงาผ่านแสงไฟในตอนกลางคืน เป็นต้น

การสั่งสมความรู้ความเชี่ยวชาญเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า แล้วผลผลิตที่ออกมาคือระเบิดปรมาณูและอาวุธฆ่าคน เป็นสิ่งที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้นฉะนั้นหนังสือวิทยาศาสตร์สำหรับเด็ก ไม่ใช่ตำราเรียน ไม่ใช่สารานุกรมแต่ควรเป็นหนังสือที่สร้างความปีติยินดี ช่วยให้เด็กรู้สึกมีชีวิตชีวาได้รับความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างถูกต้องด้วยภาษาที่สละสลวยงดงามและกระตุ้นจินตนาการสร้างสรรค์ด้วย นั่นเพราะปริมาณ "ความรู้" เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถวัด "ความเป็นคน" ของใครได้ จริงไหมครับ
 


ขอขอบคุณข่าว กูรูหนังสือเด็กแนะวิธีใช้ "หนังสือวิทย์" กับลูกอย่างได้ผล
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 กุมภาพันธ์ 2554
 

สมรรถนะที่ 16 : เรื่องวัน เวลา กับการพัฒนาความคิด

สมรรถนะที่ 12 : พ่อแม่ต้องรู้เท่าทันอารมณ์ของลูก

สมรรถนะที่ 2 : ลูกมีพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็กดีตามวัยไหมนะ