ตะกร้าสินค้า

0 ฿ (0 รายการ)
ลูกลิงเรียนรู้ ปั้นเอ๋ย..ปั้นดิน นิทานเล่มนี้ที่ต้องมีติดบ้าน
วันที่ : 30/05/2019   อ่าน : 282

ลูกลิงเรียนรู้ ปั้นเอ๋ย..ปั้นดิน นิทานเล่มนี้ที่ต้องมีติดบ้าน

 
 
ลูกลิงเรียนรู้ ปั้นเอ๋ย..ปั้นดิน นิทานเล่มนี้ที่ต้องมีติดบ้าน
 
ถ้ากล่าวถึงหนังสือที่เหมาะสำหรับเด็กขวบปีแรกที่ครองใจคุณพ่อคุณแม่ทั่วประเทศ เชื่อว่าหนังสือชุด ลูกลิงเรียนรู้ เป็นหนังสือเล่มโปรดของเด็ก ๆ แน่นอน นับจากการเปิดตัวหนังสือชุดลูกลิงเรียนรู้ ชุดที่ 1 คือ ลูกลิงสวัสดี ลูกลิงขอโทษ ลูกลิงขอบคุณ และลูกลิงไม่เป็นไร มาถึงลูกลิงเรียนรู้ ชุดที่ 2 คือ ลูกลิงอึไม่ออก ลูกลิงฉี่ตรงไหนดีนะ ลูกลิงไม่ยอมนอน และลูกลิงไม่แปรงฟัน นิทานภาพคำกลอนเรื่องเยี่ยมจากตุ๊บปอง ซึ่งครั้งนี้มี "ตุ๊บปอง" คุณเรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป นักเขียนนิทานคำกลอนขวัญใจเด็ก ดร.จินตนา สุขสำราญ อาจารย์สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม และคุณคิงส์ พีระวัฒน์ อัฐนาค ร่วมเวที

"เรามีความเชื่อว่าหนังสือเป็นสื่อที่ดีมาก แล้วพอหนังสือมีคำง่าย สั้น มีภาพที่สะท้อนกับและพฤติกรรมที่เราต้องการให้เกิดขึ้น จึงทำให้เป็นสื่อที่วิเศษที่สุด เด็กเห็นแล้วก็อยากจะจับ อยากจะใช้ เวลาเราจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือสอน อย่าบอกตรง ๆ เพราะถ้าบอกตรง ๆ เด็กก็ฟังตรง ๆ ตรงเข้าซ้ายแล้วออกทางขวา ไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นต้องหาใครสักคนหนึ่งเป็นตัวอย่าง หนังสือที่มีตัวละครจะเป็นตัวพูดแทน จะเป็นตัวสอน แล้วพอเขาเห็น เขาจะตื่นเต้น แล้วเขาจะรู้สึกว่า มันต้องอย่างนี้สิ เรื่องลูกลิง ถามว่าทำไมต้องเป็นลูกลิง เพราะเรามักบอกว่าเด็กเนี่ยซนเหมือนลิง เป็นคำเปรียบเปรย ก็เลยเลือกลิงเป็นตัวแทนของเด็ก ๆ เพื่อให้ตัวลิงเป็นต้นทางในการสอน เด็กไม่ต้องการคำสอน เด็กต้องการตัวอย่างเด็กจะเป็นอย่างที่พ่อแม่ทำให้เห็นและเป็นให้ดู คำที่พ่อแม่สอนเด็กจะจำได้น้อยมาก แต่ถ้าทำให้เห็น เด็กจะจำเลย จำได้มากกว่า" ตุ๊บปอง เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป ผู้เขียนกล่าว

หนังสือลูกลิงอึไม่ออก เด็กจะได้เรียนรู้ความสัมพันธ์ของการรับประทานอาหารที่มีผลต่อการขับถ่าย สอนให้เด็กได้รู้จักการสร้างสุขภาวะที่ดี รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
"สำหรับเรื่องลูกลิงอึไม่ออก อึ คีย์เวิร์ดคืออยากให้เด็ก ๆ กินผัก จึงใส่ความคิดจูงใจเด็กอย่างไรให้กินผัก การกินผักก็จะโยงไปถึงระบบขับถ่าย ก็เลยเอาระบบขับถ่ายเป็นตัวเอก ถ้าเด็กกินผักก็จะได้ขับถ่าย ตําลึงผัดไข่ไม่กิน แกงจืดลูกชิ้นไม่กินผักชี ผักบุ้งชุบแป้งกร๊อบกรอบ ลูกก็ไม่ชอบเขี่ยทิ้งซะนี่ เป็นต้นทางให้พ่อแม่สอนว่ากินผักน้อยหรือไม่กินผัก จะมีปัญหาเรื่องระบบขับถ่าย"

ลูกลิงฉี่ตรงไหนดีนะ เรียนรู้การขับถ่ายให้ถูกที่ถูกทาง เพื่อสุขอนามัยของตนเองและต่อส่วนรวม ฝึกให้เด็ก ๆ ใช้ห้องน้ำอย่างถูกวิธี ล้างมือหลังใช้ห้องน้ำ
"เรื่องลูกลิงฉี่ตรงไหนดีนะ เราต้องการจะสอนลูกให้ฉี่ในห้องน้ำ คีย์เวิร์ดสำคัญในเรื่องนี้คือฉี่เสร็จแล้วต้องกดชักโครกก่อน ใส่เสื้อผ้า ใส่กางเกงก่อน แล้วมาล้างมือ จึงจะถือว่าสำเร็จภารกิจของการฉี่ เป็นการปลูกฝังสุขอนามัยตั้งแต่เด็ก สิ่งสำคัญอีกเรื่องคืออยากจะฝากไว้ให้กับพ่อแม่ เวลาที่ลูกจะฉี่ในที่ที่ไม่ควรฉี่ จุ๊จุ๊ไม่ได้ไม่ได้ จุ๊ ๆ ไม่ดีไม่ได้ นั่นคือคำที่แม่ลิงบอกไว้"

ลูกลิงไม่ยอมนอน เรียนรู้ถึงผลเสียของการนอนหลับไม่พอ ฝึกให้เด็ก ๆ สร้างลักษณะนิสัยที่ดี เข้านอนไม่ดึก พักผ่อนให้เพียงพอ
"จริง ๆ แล้วเด็กต่ำกว่า 3 ปี ต้องอยู่กับคนไม่ใช่เครื่อง เรียนรู้จากคนไม่ใช่เครื่อง ลูกลิงใช้เวลาดูทีวีไปเยอะมาก คีย์เวิร์ดสำคัญคือถ้าถึงเวลาแล้วลูกไม่ยอมปิดทีวีเอง แม่ก็ต้องปิดให้ ต้องสร้างกติกาเพื่อไม่ให้มีนิสัยดูทีวียาว และทำลายสุขอนามัยของเด็ก ในเรื่องนี้แม่บอก 2-3 ครั้งแล้ว แต่ลูกลิงไม่ยอม แม่เลยปิดทีวี นั่นคือการส่งสัญญาณว่าแม่ไม่ยอมให้ลูกดูทีวีต่อนะ เพราะมันคือกฏกติกา สุดท้ายลูกลิงก็ไปนอน และเห็นว่าเด็กนอนดึก ตื่นตอนเช้าก็ไม่สดชื่น เพื่อน ๆ เขาเล่นกัน ลูกลิงก็ไม่ได้เล่นกับเพื่อน เพราะว่าง่วงนอน"

ลูกลิงไม่แปรงฟัน สอนให้เด็ก ๆ รู้จักรักษาความสะอาดในช่องปาก แปรงฟันอย่างถูกวิธี ฝึกให้เด็ก ๆ สร้างลักษณะนิสัยที่ดี แปรงฟันสม่ำเสมอ เห็นข้อเสียของการไม่แปรงฟัน
"ลูกลิงไม่แปรงฟัน คือสอนในกิจวัตรประจำวัน ให้เด็กรู้จักแปรงฟัน ตื่นเช้าเราแปรงฟัน กินอาหารแล้วเราแปรงฟัน เป็นคีย์เวิร์ดที่เอามาสอน เด็ก ๆ ต้องแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง คือตื่นเช้าและก่อนนอน แต่ถ้าหลังอาหารเนี่ยถ้าแปรงได้ก็ดี และหนังสือเล่มนี้ก็ได้เขียนเพลงไว้ด้วย
ตื่นเช้าแปรงแปรงแปรงฟัน หลังกินอาหารแปรงได้ก็ดี ก่อนนอนแปรงแปรงแปรงฟัน ทุกวันทุกวันฟันแข็งแรงดี
ตื่นเช้าแปรงแปรงแปรงฟัน หลังกินอาหารแปรงได้ก็ดี ก่อนนอนแปรงแปรงแปรงฟัน ทุกวันทุกวันฟันแข็งแรงดี
ซึ่งหนังสือของตุ๊บปอง จะเป็นจังหวะที่เล่นได้ ร้องได้ เล่าได้ อ่านได้ อ่านท่องร้องเล่นได้ครบ ฉะนั้นในหนังสือของตุ๊บปองมันมีจังหวะให้พ่อแม่ได้ร้องเพลงกับลูก ๆ ด้วย"
 
 
สอดคล้องกับดร.จินตนา สุขสำราญ อาจารย์สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ที่กล่าวว่า "เรามีตัวอย่างให้เห็นถึงหลักวิชาการ หากเราจะสอนอะไรเด็ก เราจะไม่เป็นคนสอนเอง เราจะต้องหาสื่ออย่างอื่นมาเป็นตัวช่วย ซึ่งหนังสือชุดนี้ทำได้ วันนี้เราอยากให้คนอ่านหนังสือเยอะ ๆ อันดับแรกจะต้องรู้สึกรัก รู้สึกเห็นแล้วอยากจับ พอมาเห็นปุ๊บมีภาพ มีอะไรน่าดูตื่นตาตื่นใจ เห็นว่ามีอะไรอยู่ข้างใน มีภาพที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน เด็กจะเชื่อมโยงกันง่ายเพราะเป็นเรื่องใกล้ตัว เช่น เราเคยปวดนะ เราเคยอึไม่ออกนะ เป็นการสร้างประเด็นปัญหาก่อน แล้วค่อยไปคลี่คลาย ซึ่งเป็นวิธีคิดอีกลักษณะหนึ่ง
 
อย่างหนังสือเรื่องลูกลิงอึไม่ออก นอกจากจะสอนให้เด็กกินผักแล้ว ยังมีการใช้คำซ้ำ ๆ และคำที่ต้องการให้เด็กเห็นจะเป็นตัวนำ เพราะฉะนั้น แม่จ๋าลูกอึไม่ออก แม่ลิงรีบตอบใจเย็น ๆ สิ เมื่อทดลองเอาไปใช้กับเด็ก ให้เด็กทำท่า เด็กก็จะสนุก ด้วยคําที่คล้องจอง ทำให้ส่งเสริมเรื่องภาษาไปด้วย ซึ่งภาษาที่ใช้ในเรื่องนี้เป็นเชิงบวก เราจะไม่ใช่คำว่าห้าม คำว่าไม่ แต่เราจะบอกว่าต้องทำอะไร ดีไม่ดี และที่สำคัญคือ หนังสือสอนเด็กได้ ถ้าหนูปวด หนูบอกก่อนนะลูก อย่าปล่อยให้ปวดมาก จนไปห้องน้ำไม่ทัน คุณพ่อคุณแม่ใช้หนังสือเพื่อเป็นการปลูกฝังหรือสร้างพฤติกรรมที่พึงประสงค์ในเรื่องของความมีวินัยได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ พอมีเพลงเข้ามาเพิ่ม มีการใช้เบรนยิม มีการคุยกัน ทำให้สนุกสนานมากขึ้น เกิดเรื่องของสังคม เรื่องของอารมณ์จิตใจที่สะท้อนความรู้สึก มีเรื่องของภาษา เรื่องของการคิด เพราะฉะนั้นหนังสือคือสื่อที่วิเศษที่สุด และยิ่งเป็นหนังสือที่มีคุณภาพ ก็จะยิ่งสุดยอด"
 
 
 
 
 
นอกจากหนังสือชุดลูกลิงเรียนรู้ ยังมีนิทานเรื่อง ปั้นเอ๋ย ปั่นดิน เป็นหนังสือภาพคำกลอนที่เปิดตัวพร้อมกัน ซึ่งคุณคิงส์ พีระวัฒน์ อัฐนาค กล่าวว่า "หนังสือปั้นเอ๋ย ปั้นดิน เป็นตัวเชื่อมระหว่างคุณพ่อคุณแม่และลูก ๆ ในครอบครัว หลาย ๆ คน โดยเฉพาะผู้ใหญ่ เราอยู่กับสมาร์ทโฟน แท็บเล็ตเยอะมากจนอาจมีอาการมือตึง เส้นยึด ดังนั้นการปั้นดินกับลูก ๆ หลาน ๆ ช่วยทำให้กล้ามเนื้อมือขยับมากกว่าการที่กดแชทแล้วก็ส่ง เด็กๆ ก็ได้ประโยชน์มากกว่าการแค่ใช้นิ้วกดเล่นเกม เพราะการปั้นได้ใช้ทุกนิ้ว หนังสือคือคลัง นอกจากเป็นคลังความรู้แล้วยังเป็นคลังประสบการณ์ชีวิตที่คนผลิตคนทำตั้งใจถ่ายทอด และผมเชื่อว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับครอบครัว"

"เมฆฟุ้งฟุ้งอยู่บนฟ้า ลอยไปลอยมาพาฝันฝัน จับเมฆน้อยลอยลอยมาปั้น 1 2 3 ฝันมะมาปั้นเมฆ เราเริ่มต้นจากหนังสือปั้นเอ๋ย ..ปั้นเมฆ จากปั้นเมฆก็มาปั้นดิน ซึ่งสามารถหยิบจับได้จริง ดินไม่จำเป็นต้องเป็นดินพื้นเป็นดินน้ำมันดินเหนียวก็ได้ เป้าหมายคือพัฒนาการของเด็ก เตรียมความพร้อมของเด็กในการเขียนหนังสือ จับปากกา กล้ามเนื้อมัดเล็กสำคัญมาก แต่คิดเรื่องนี้เป็นเรื่องที่หลัง แต่การปั้นดินของเราคิดถึงเรื่องจิตใจก่อน ก่อนที่จะปั้นดินเป็นรูปทรงเขาต้องปั้นใจเขาก่อน เขาต้องนิ่งก่อน ในหัวของเขาก็จะมีภาพของที่เขาจะปั้น นั่นคือจินตนาการ และจากจินตนาการของเขาก็จะโยงมาสู่การปั้นให้เป็นรูปตามที่เขาคิดอยู่ในสมองเขาอาจจะไม่ได้เห็นงูจริง หอยทากจริง หรือผีเสื้อจริง ๆ แต่มันอยู่ในจินตนาการ วิธีการปั้น ก็ปั้นกลม ๆ ก่อน ปั้นเป็นก้อนหินอยู่ที่ต้นไม้ นั่นคือการสร้างความมั่นใจ ว่าเขาปั้นแล้วประสบความสำเร็จ ซึ่งเด็กเข้าใจ เขาปั้นกลมกลมได้ แต่กลม ๆ เขามีความหมาย เราปั้นต้นไม้ กลมกลมนั้นคือก้อนหินก้อนดินที่อยู่ที่ต้นไม้ เมื่อเด็กทำประสบความสำเร็จแล้ว เด็กจะมีความมั่นใจ จะทำต่อ นั่นคือจุดเริ่มที่คิด แล้วทำออกมาเป็นเรื่องปั้นเอ๋ย..ปั้นดิน"

หลายคนมีคำพูดที่ว่า รู้งี้ทำตั้งแต่ รู้งี้อย่างนี้ อย่าให้มันเกิดขึ้นมากนักในชีวิตของเรา โดยเฉพาะกับการเลี้ยงลูก เด็กเมื่อผ่านวัยมาแล้ว 5 ปี สมองโตขึ้นไป 87% ของชีวิต เพราะฉะนั้นในช่วง 5 ปีแรก ขอใช้คำว่าเด็กทองคำแท้ ถ้าพลาดไปแล้วไม่ใช่ไม่เกิดแต่เกิดยากมาก ถ้าอยากให้ลูกเป็นอย่างไรก็หาหนังสืออย่างนั้นมาอ่านให้ลูกฟัง ถ้าอยากให้ลูกมีคุณธรรมด้านไหน ก็หาหนังสือที่มีคุณธรรมด้านนั้นมาอ่านให้ลูกฟัง เพราะหนังสือมีความเสถียรกว่าคุณพ่อคุณแม่หรือคุณครู บางอารมณ์เราก็เข้มงวดเรื่องนี้แต่บางอารมณ์เราก็ปล่อยผ่าน แต่ในหนังสือเปิดเมื่อไรก็เป็นเรื่องเดิม เปิดเมื่อไรก็เป็นภาพ เด็กไม่ต้องการบ่น การว่า ตัวละครในหนังสือเป็นผู้ช่วยที่ดีที่สุด เพราะเขาบอก เขาสอนแบบแยบยลมากกว่า แล้วอีกอย่างภาษาของตุ๊บปองก็ยังเป็นภาษาที่สนุกและเป็นจังหวะดนตรี เพื่อที่จะทำให้เด็กและพ่อแม่สนุกกับการอ่านมากยิ่งขึ้นด้วย
 
 


 
Recommend
  
  

  
 

ปาร์ตี้ปีใหม่ ให้ปัญญา กับมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก

ปักหมุดวันหยุดยาว “ปิดเทอมสร้างสรรค์ ชวนกันอ่านสร้างสุขฯ”

กุ๋งกิ๋งปาร์ตี้ ปาร์ตี้สำหรับเด็กที่ผู้ใหญ่ก็สนุก